ใครจะคิดว่าการไปเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี เพียง๑๒๙ กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ นอกจากจะได้แวะ เที่ยวชมสถานที่ประวัติศาสตร์ ชมธรรมชาติ และ วัฒนธรรมท้องถิ่น แล้ว ยังจะได้สินค้าพื้นบ้านของฝากของที่ระลึกหลากหลาย แบบติดไม้ติดมือกลับบ้านมาด้วยมากมาย

       เพียงแค่นั่งรถจากกรุงเทพฯไปยังไม่ถึงตัวอำเภอ เมือง เราก็ได้ไปแวะที่ บ้านหนองขาว ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีการผลิตผ้าขาวม้าร้อยสี ที่ศูนย์ หัตถกรรมชุมชนของหมู่บ้านเต็มไปด้วยผ้าขาวม้าหลากสี ละลานตาไม่ว่าจะเป็นสีแดง สีม่วง สีเหลือง สีส้ม สีฟ้า แขวนไว้ข้างผนัง สีสันของผ้าขาวม้าดูสดใสจนอดใจไว้ไม่อยู่ ชวนให้ เลือกซื้อไปใช้เองซักผืน ยังไงซะผ้าขาวม้าก็สารพัดประโยชน์อยู่แล้ว ใช้ทำ อะไรก็ได้จะปูนั่ง เอามาห่มคลุมหัวกันแดด พันคอกันหนาว นอกจากผ้า ขาวม้า

       ยังมีผืนผ้าทอลายผ้าขาวม้าพับใหญ่ๆ ตัดแบ่งขายเพื่อนำไปทำเป็นเสื้อผ้าหรือ ปลอกหมอน ก็ได้ และยังมี เสื้อสำเร็จรูป ที่ทำจากผ้าขาวม้า ยิ่งเสื้อเชิ้ตลายผ้า ขาวม้าสีแดงเหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบสไตล์เสื้อคาวบอยยิ่งนัก ลายของผ้าขาวม้าที่นี่ก็มีทั้งลายโบราณ ลายตาขาวตา เหลือง มองไปมองมาเราก็เลือกได้ผ้าขาวม้าสีเหลืองลาย สลับขาวมาผืนหนึ่งมัวแต่มองผ้าขาวม้าอยู่นาน เหลือบไปเห็นขนมใส่ห่อสีเขียวๆ ที่ซองเขียนว่า บานาน่า ทำจากกล้วยน้ำว้านำมาแปรรูปมีหลายรสชาติ ทั้งรสสาหร่าย รสดั้งเดิม สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์จากกลุ่ม สตรีพัฒนากล้วยน้ำว้าไทย ของฝากจากตำบลทุ่งสมอ เลยได้ขนมขบเคี้ยวไว้กิน ระหว่างทาง

        เข้าตัวเมืองกาญจนบุรีเราก็ไปที่ พิพิธภัณฑ์สงครามอักษะและเชลยศึก วัดไชยชุมพลชนะสงคราม (วัดใต้) ถนนแสงชูโต เป็นพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์รวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการสร้างทางรถไฟสมัย สงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งมีเชลยศึกที่ต้องเสียชีวิตให้กับเหตุการณ์ครั้งนี้ จำนวนมาก เราได้ดูภาพถ่าย ข่าวตัดจากหนังสือพิมพ์ บทความ ต่างๆ ข้าวของเครื่องใช้ซึ่งเป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำระลึกถึง เหตุการณ์อันเศร้าสลดสะเทือนใจในครั้งนั้น

       สถานที่แห่งนี้เราก็อุตส่าห์ไปได้ของมาอีกเป็น หนังสือประวัติศาสตร์ทางรถไฟสายมรณะ ที่นี่มีหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ช่วงสมัยสงคราม โลกครั้งที่ ๒ ที่เขียนโดยผู้เขียนหลายท่านทั้งชาวไทยและชาว ต่างประเทศ ทำให้เราได้ทราบเรื่องราวการสร้างทางรถไฟสาย มรณะ ประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติและได้ให้บท เรียนที่ว่าเหตุการณ์แบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกครั้ง

 

 

 

       จากพิพิธภัณฑ์สงครามฯ (วัดใต้) ผ่านตัวเมืองไปที่อำเภอไทรโยค แวะ อุทยานแห่งชาติไทรโยค เพื่อชมน้ำตกไทรโยค ซึ่งพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เคยเสด็จประพาสและได้ลงสรงน้ำใน ธารน้ำนี้ ที่นี่เหมาะแก่การนั่งเรือ ล่องแพชมความงาม หรือจะเดินสำรวจ ขี่จักรยาน ชม พื้นที่ในบริเวณอุทยานฯ ก็ได้
นอกจากนี้ ยังมีสินค้าที่ระลึกจำหน่ายอยู่ที่ร้านข้างศูนย์ บริการนักท่องเที่ยวของอุทยานฯ เป็นพวกเสื้อยืดที่ระลึกของอุทยานแห่งชาติไทรโยค มีทั้งลายเรียบๆ มีดอกไม้ประดับบนตัวเสื้อ หรือ ลายสัตว์ป่า เช่น ลาย ช้าง ลายเสือ ลายรอยเท้าสัตว์ และมีหลายสีเช่น สีขาว สีดำ สีเทา เดี๋ยวนี้ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ผลิตเสื้อยืดลายสวยๆ เก๋ออกมาหลายแบบให้เราเลือกสรรกันไปใส่เป็น เครื่องเตือนความทรงจำถึงสถานที่แห่งนั้น เตือนใจนักท่องเที่ยวให้ช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ใครรักลายไหนชอบสีไหนก็ซื้อหาใส่กันไปได้ตามใจ ชอบ

 

หลังจากเข้าป่า ดูสายน้ำและน้ำตกกันเรียบร้อยแล้ว เราเดินทางต่อไป ที่อำเภอสังขละบุรี พรมแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศพม่า เรา พักกันที่เกสต์เฮาส์แห่งหนึ่งมองเห็นวิวทิวทัศน์ของสามประสบ จุดพบกันของแม่น้ำสามสายคือ รันตี บิคลี่ และซองกา เลีย เห็นสะพานมอญ สะพานไม้ที่ยาวที่สุด มองเรื่อยไปเห็นเจดีย์วัดวังวิเว การาม ศูนย์รวมศรัทธาของชาวอำเภอสังขละบุรี เราไม่พลาด ที่จะแวะตลาดขายสินค้าพื้นเมืองที่อยู่ในบริเวณ วัดวังวิเวการาม ที่นี่มีสินค้าต่างๆ มากมายมาจาก ประเทศพม่า ไม่ว่าจะเป็นผ้าต่างๆ เช่น ผ้าถุงสีสันสวยงาม เสื้อผ้า แบบสาวพม่า เครื่องประดับกำไล สร้อย แหวนทำจากพลอยหรือหยก แป้งพม่าที่สาวพม่าชอบทา เครื่องไม้ต่างๆ เช่น จานรองแก้ว เครื่องไม้ประดับผนัง เขียง เก้าอี้ตัวเล็กๆ รองเท้าแตะ เรียกได้ว่าของที่นี่มีหลาก หลาย ราคาก็ไม่แพง (แต่ควรต่อรองราคาตามที่เห็นว่า เหมาะสมและพอใจเพราะข้ามไปตลาดฝั่งพม่าอาจเจอราคาที่ถูกว่า หรือพอ ๆ กันแล้วแต่คุณภาพสินค้า) หากไม่มีเวลา ไม่ต้อง ข้ามไปถึงฝั่งชายแดนพม่าก็สามารถหาซื้อได้ที่นี่

 


 

       วันรุ่งขึ้น เราไป ด่านเจดีย์ สามองค์ ชายแดนไทย-พม่า จากตัวเมืองสังขละบุรีไปอีกประมาณ ๑๘ กิโลเมตร ที่ตลาดด่านเจดีย์สามองค์มีสินค้าจำพวกเครื่องประดับ หากเราข้ามด่านไปที่ฝั่งพม่า ก็สามารถแวะไปเที่ยว วัดเสาร้อยต้นและแวะไปที่ตลาดขายสินค้าของฝั่งพม่า เป็นตลาดใหญ่ มีหลังคาแบ่งเป็นร้านๆ มีช่องทางเดิน ซึ่งมีสินค้าหลากหลายให้เลือกส่วนมากเป็นเครื่องประดับ แหวน กำไล สร้อย ทำจากหยก พลอยชนิดต่างๆ และ ยังมีเสื้อผ้า ย่าม รองเท้า หรือเครื่องไม้ขนาดใหญ่อย่างโต๊ะ เก้าอี้ ก็มี และจะเห็นเครื่องดนตรีอย่างกีตาร์ก็มีจำหน่าย เขาว่า คนพม่าชอบเล่นกีตาร์ แต่เราเห็นจะขนไม่ไหว แต่ก็ยังอุตส่าห์ได้ย่ามลาย กีต้าร์มาหนึ่งใบ

 

       กลับมาจากชายแดนได้ของมาเพียบ นี่ยังไม่หมดนะก่อนกลับกรุงเทพ ฯ เราไปแวะ ไร่คุณมน ที่อำเภอบ่อพลอยห่างจากตัวเมือง กาญจนบุรีประมาณ ๓๕ กิโลเมตร ไปตามถนนสายกาญจนบุรี-บ่อพลอย ( ทางหลวงหมายเลข ๓๐๘๖) ก่อนถึงซาฟารีปาร์ค ๑ กิโลเมตร (ตรงข้ามวัด หนองกระทุ่ม) เป็นสวนเกษตรแบบผสมผสานบนพื้นที่ ๑๕๐ ไร่ เราได้ เห็นโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ขนาดย่อมสำหรับผลิตน้ำนมข้าวโพด หรือทำกล้วยอบแห้ง ช่วยสร้างอาชีพให้กับชุมชนท้องถิ่น ผู้สนใจเข้าชมสวน เกษตร ชมขั้นตอนการผลิตอย่างใกล้ชิด สามารถติดต่อขอเข้า ชมล่วงหน้าได้ ก่อนกลับได้ของฝากเป็นน้ำนมข้าวโพด กล้วยอบแห้ง กระยาสารทเคลือบน้ำผัก รสชาติกลมกล่อมหอม หวาน

       มาเมืองกาญจน์เที่ยวนี้ได้ของฝากกลับไปมากมาย จากหลายที่ ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ น่าสนใจ มากขึ้น นอกจากความสนุกสนาน เพลิดเพลิน การพักผ่อนหย่อนใจกับการได้สัมผัสระหว่าง การเดินทางนั้นแล้ว การได้มีสิ่งของที่ระลึก เล็กๆ น้อยๆ ซื้อติดไม้ติดมือกลับ มาเป็นของฝากทำให้เราไม่ลืมความทรงจำและความประทับใจที่มีต่อ สถานที่นั้นได้เช่นกัน

 
 
  ข้อมูลโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย