หากอยากไปที่ที่มีทิวทัศน์ภูเขาลูกใหญ่ๆ เป็นทะเลภูเขา
แล้วขี้เกียจไปไกลถึงเมืองเหนือ เมืองกาญ(จนบุรี)
นี่แหละเหมาะที่สุดแล้ว อ.สังขละบุรี ขับรถประมาณ 5
ชั่วโมงจากกรุงเทพ มีเวลาแค่เสาร์-อาทิตย์ ก็เที่ยวได้แล้ว
วันแรก
ไม่ต้องเหนื่อยมาก ขับรถเรื่อยๆ จากกรุงเทพฯ ประมาณ 2 ชั่วโมงถึง
ตัวเมืองกาญจนบุรี
แวะเที่ยวพิพิธภัณฑ์ในตัวเมืองเพื่อซึมซับเรื่องราวของเมืองประวัติศาสตร์
สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ขอแนะนำ
พิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย-พม่า (อยู่ด้านข้างสุสานสัมพันธมิตรดอนรัก)
มีการจัดแสดงรูปแบบที่ดูร่วมสมัย ถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างสนใจ
มีแบบจำลองการตัดทางรถไฟที่ช่องเขาขาด แบบจำลองสะพานข้ามแม่น้ำแคว
และยังใช้สื่อผสมต่างๆ เช่นวิดีทัศน์
สัมภาษณ์ผู้ที่อดีตทหารผ่านสงครามโลก
และมีการใช้วัสดุจริงที่ใช้ในการสร้างทางรถไฟ มาจัดแสดงสื่อความหมาย
นอกจากการจัดแสดงในตัวอาคารแล้ว ยังมีมุมจัดแสดงเล็กๆกลางจ้งที่จงใจทำให้มองจากภายในอาคารออกไปสื่อความรู้สึกได้เป็นอย่างดี
พักค้างคืนที่ สังขละบุรี
ระหว่างทางไปอำเภอสังขละบุรีก็จะเห็นทิวทัศน์ภูเขาไม่ต่างจากเมืองเหนือ
และเห็นทัศนียภาพของทะเลสาบอยู่เบื้องล่างมีความงดงามมาก อำเภอสังขละบุรีอยู่ติดชายแดนพม่า
ตัวอำเภอตั้งอยู่บริเวณที่ลำน้ำสามสายมาบรรจบกันอันได้แก่
ห้วยซองกะเลีย ห้วยบีคลี่และห้วยรันตี รวมเรียกว่า "สามประสบ"
ไหลรวมกันเป็นแม่น้ำแควน้อย อำเภอสังขละบุรีเป็นอำเภอที่มีชาวมอญตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
จึงสามารถพบเห็นวิถีชีวิตประเพณีเก่าแก่แบบดั้งเดิมของชาวมอญ ณ
ที่แห่งนี้
ก่อนอาหารมื้อเย็นไปเรียกน้ำย่อยโดยการชมอาทิตย์อัสดงเหนือลำห้วยสามประสบ
(ซองกาเลีย บีคลี่ และรันตีที่ไหลมารวมกัน) ที่
สะพานมอญ
เป็นสะพานไม้ที่มีความยาวถึง ๘๕๐ เมตร
สร้างข้ามลำน้ำซองกาเลียสำหรับให้ประชาชนฝั่งตัวอำเภอสังขละบุรีและฝั่งหมู่บ้านชาวมอญเดินข้ามสัญจรไปมา
เช้าวันรุ่งขึ้น
เที่ยวให้ทั่วสังขละฯ เริ่มต้นกิจกรรมแรกด้วยการ
ล่องเรือชมเมืองใต้น้ำ
ซึ่งเป็นตัวเมืองสังขละฯเก่าที่จมลงอยู่ใต้ทะเลสาบที่เกิดจากการสร้างเขื่อนเขาแหลม
เมื่อ พ.ศ.2527 และชาวบ้านก็ช่วยกันอพยพเมืองขึ้นไปสร้างบนที่สูง
ถ้ามาช่วงน้ำน้อยประมาณเดือน กุมพาพันธ์-เมษายน
ก็จะสามารถจอดเรือลงไปชมล่องรอยอันงดงามของโบสถ์เก่าของวัดวังก์วิเวการาม
(วัดหลวงพ่ออุตตมะ)
หรือถ้ามาในช่วงน้ำมากก็จะเห็นเจดีย์ลอยอยู่กลางน้ำ
จะได้เสพย์ทัศนียภาพที่ต่างกันไป นอกจากอดีตของเมืองแล้ว
ยังได้เห็นวิถีประมงแห่งปัจจุบันด้วย หลังจากได้ชมวัดวังก์วิเวการามที่เก่าแล้ว
ขึ้นบกชมวัดที่ใหม่กันต่อ
ที่วัดแห่งใหม่นี้เป็นที่ประดิษฐานเจดีย์แบบพุทธคยาซึ่งมีลักษณะฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เป็นกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา
ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร
บริเวณใกล้เจดีย์มีร้านจำหน่ายสินค้าจากพม่าหลายร้านจำพวกผ้า
แป้งพม่า เครื่องไม้ ราคาย่อมเยา

จากนั้นก็ตรงไป ด่านเจดีย์สามองค์ ระหว่างทางจะผ่านน้ำตกเล็กๆ
ซึ่งริมทางหลวงเลย น้ำตกเกริงกระเวีย
จะมองเห็นสายน้ำแผ่กระจายไหลมาจากหลายทิศทาง
บริเวณรอบๆเป็นสวนป่าร่มรื่น
ถ้าผ่านไปตอนเที่ยงสามารถเป็นจุดแวะพักทานข้าวกลางวันได้พอดี
ด่านเจดีย์สามองค์
เดิมเรียกว่า หินสามกอง
เป็นที่สักการะของคนไทยโดยทั่วไปก่อนเดินทางออกจากเขตแดนไทยเข้าสู่เขตแดนพม่า
ต่อมาในปี พ.ศ.2472 พระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรีได้เป็นผู้นำชาวบ้านก่อสร้างเจดีย์ขนาดเล็กสามองค์ดังที่เห็นในปัจจุบัน
นอกจากนี้ด่านเจดีย์สามองค์ยังเป็นช่องทางเดินทัพที่สำคัญของไทยและพม่าในอดีต
บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ มีร้านขายสินค้าจากประเทศพม่า
นักท่องเที่ยวสามารถข้ามชายแดนเข้าไปชมตลาดพญาตองซู ในเขตประเทศพม่า
ชมตลาดชายแดนซึ่งมีสินค้าของพม่าจำหน่าย เช่น อัญมณี
แป้งสมุนไพรทานาคา เครื่องไม้ เป็นต้น ค่าผ่านด่าน ชาวไทย 25 บาท
ชาวต่างประเทศ 10 เหรียญสหรัฐ (สามารถนำรถเข้าไปได้ราคาคันละ 50 บาท)
ในระหว่างเวลา 08.00-18.00 น.
เมื่อแวะจับจ่ายซื้อของเสร็จเรียบร้อยก็ได้เวลาเดินทางกลับกรุงเทพฯ
จะถึงกรุงเทพฯแบบไม่มืดค่ำจนเกินไป