เยือน"สังขละบุรี" ปลายฝนต้นหนาว

เยือน"สังขละบุรี" ปลายฝนต้นหนาว

ไปไหนไปกัน


สังขละบุรี" จ.กาญจนบุรี เป็นอำเภอชายแดนไทย-พม่า ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีประมาณ 220 กิโลเมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ ด้วยเพราะสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศ โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวคล้ายกับภาคเหนือมาก ทั้งภูเขาสูง สายหมอกงาม อากาศเย็นสบาย สายน้ำงดงาม มีวัฒนธรรมประ เพณีของคนมอญ และเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เรื่องราว

ประกอบกับการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไม่ไกลมากนัก และเมื่อไปถึงแล้วบรรยากาศที่เงียบสงบทำให้จิตใจนิ่งสบาย ตลอดทั้งปีจึงมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปพักผ่อนจำนวนมาก

สังขละบุรีมีแม่น้ำ 3 สายมาบรรจบกันที่เรียกว่า "สามประสบ" คือ แม่น้ำบิคลี่ แม่น้ำรันตี และแม่น้ำซองกาเลีย ไหลรวมกันเป็นแม่น้ำแควน้อย ชุมชนที่นั่นเป็นที่ตั้งของชุมชนไทยและชุมชนกะเหรี่ยง ส่วนฝั่งตรงข้ามคือหมู่บ้านมอญ ตั้งเรียงรายตั้งแต่ชายน้ำขึ้นไปถึงเนินเขา ด้านหลังคือเทือกเขาตะนาวศรีที่สลับซับซ้อน

สังขละบุรีเป็นเมืองเก่าตั้งแต่สมัยอยุธยา มีจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกราวปี 2494 เมื่อหลวงพ่ออุตตมะ ภิกษุชาวมอญ จากเมือง มะละแหม่ง พาชาวมอญอพยพหนีภัยสงครามและความแร้นแค้นเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร โดยช่วยกันสร้างวัดและบ้านเรือนขึ้นเป็นชุมชนมอญ อยู่ริมแม่น้ำฝั่งตรงข้ามตัวอำเภอ จากนั้นก็มีชาวมอญอพยพเข้ามาสมทบอีกเป็นระลอกจนกลายเป็น ชุมชนใหญ่

ครั้งที่ 2 ปี 2527 เมื่อมีการสร้างเขื่อนเขาแหลม สันเขื่อนอยู่ที่ อ.ทองผาภูมิ แต่พื้นที่กักเก็บน้ำช่วงปลายเขื่อนมาถึงสังขละบุรี ทำให้ไร่นานับพันไร่ รวมทั้งวัดวังก์วิเวการามของหลวงพ่ออุตตมะและหมู่บ้านมอญ ล้วนต้องจมหายไปหมดสิ้น ชาวบ้านต้องย้ายวัดและบ้านเรือนขึ้นมาตั้งกันใหม่


หลวงพ่ออุตตมะ


ทุกวันนี้เมื่อระดับน้ำในเขื่อนลดลงจะมองเห็นพระอุโบสถหลังเก่าอยู่กลางท้องน้ำใหญ่ คล้ายเมืองบาดาล หรือชาวบ้านมักเรียกวัดแห่งนี้ว่า "วัดจมน้ำ" สามารถเช่าเรือนั่งออกไปชมภาพแห่งความหลังได้ โดยเฉพาะในช่วงเย็นที่ดวงอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำลง โดยเรือเช่าจะจอดอยู่บริเวณเชิงสะพานฝั่ง อ.สังขละบุรี นั่งได้ 4-5 คน ค่าบริการ 500 บาท

ส่วนวัดวังก์วิเวการามปัจจุบันอยู่เลยจากตัว อ.สังขละบุรี ไปประมาณ 6 ก.ม. เป็นวัดจำพรรษาของ "หลวงพ่ออุตตมะ" ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งชาวกะเหรี่ยงและพม่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ในวิหารริมแม่น้ำประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนอันงดงาม ชาวบ้านเรียกกันว่า "หลวงพ่อขาว"

จากวัดวังก์วิเวการามแยกไปอีก 1 ก.ม.เป็นที่ตั้งของเจดีย์แบบพุทธคยา มีลักษณะฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส บรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เป็น กระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร

ในช่วงเดือนก.พ. ของทุกปีมีการจัดงานคล้ายวันเกิดหลวงพ่ออุตตมะ ในงานมีกิจกรรม ต่างๆ ประกอบด้วยพิธีกรรมทางศาสนา การแข่งขันชกมวยคาดเชือก การแสดงของชมรมวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การรำแบบมอญ การรำตงของชาวกะเหรี่ยง ในงานชาวบ้านพร้อมใจกันแต่งกายแบบชาวไทยรามัญ พร้อมจัดอาหารทูนบนศีรษะไปถวายพระสงฆ์ที่วัด

ส่วนภาพที่เรามักเห็นชินตาจนแทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของสังขละบุรี ก็คือ "สะพานไม้มอญ" ที่อยู่ไม่ไกลจากวัดวังก์วิเวการามนัก จะมีแยกทางเข้าเล็กๆ



เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า "สะพานบาทเดียว" สร้างด้วยแพไม้ไผ่ต่อติดกัน ตรงกลางเลื่อนเปิด-ปิดได้ เวลามีคนเดินข้ามก็จะมีคนชักสะพานให้มาเชื่อมกัน และเก็บเงินคนละ 1 บาท ต่อมาหลวงพ่ออุตตมะเห็นว่าชาวบ้านเดือดร้อนที่ต้องเสียเงินข้ามสะพานทุกวัน จึงสร้างสะพานเชื่อมด้วยไม้เนื้อดี แล้วเสร็จเมื่อปีพ.ศ.2530 ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 8 เดือน ด้วยแรงงานชาวมอญและแรงศรัทธาจากชาวบ้าน

ปัจจุบันมีชื่อเป็นทางการว่า "สะพานอุตตมานุสรณ์" ยาวถึง 438 เมตร นับได้ว่าเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย สร้างข้ามลำน้ำซองกาเลีย ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมเป็นครั้งที่ 4 แล้ว

บริเวณสะพานเป็นจุดชมวิวทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ์ที่สวยงามมาก หากไปเที่ยวในหน้าหนาวยามเช้าไปยืนอยู่กลางสะพาน จะเห็นหมอกหนาลอยเรี่ยอยู่กลางแม่น้ำ พร้อมบรรยากาศสาวมอญสวมเสื้อแขนกระบอก นุ่งผ้าซิ่น เสียบดอกไม้ที่มวยผม ประนาคาที่แก้ม ทูนถาดไว้บนศีรษะ หรือหิ้วตะกร้าไปตลาดหรือไปวัด

จากนั้นอาจจะล่องเรือเข้าสู่แม่น้ำรันตี แวะพักชมความงามของหน้าผาหินปูนกว้างใหญ่ มีเพิงหินริมน้ำ บรรยากาศร่มรื่น สงบเงียบ เหมาะแก่การแวะพักรับประทานอาหาร ชมทิวทัศน์ อีกฟากหนึ่งมีบ้านเรือนชาวบ้านลาว-พม่า ขากลับเรือจะวกกลับจากแม่น้ำรันตี อ้อมผ่านเกาะแก่งกลางน้ำ ลำห้วยสาขา ไปออกที่สะพานมอญอีกครั้ง

นอกจากนี้ ยังสามารถต่อไปเที่ยว "ด่านเจดีย์สามองค์" ได้ด้วย ด่านนี้ห่างจากตัวอำเภอ 6 ก.ม. บริเวณนั้นจะมีตลาดนัดของชาวบ้านทั้งของไทยและพม่า ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าพื้นเมืองที่ชาวบ้านนำมาขาย หากยังไม่หนำใจในการเดินตลาด ขอแนะ นำตลาดเช้าสังขละบุรี จะมีบรรยากาศที่อบอุ่นและน่าตื่นตาไม่น้อย โดยเฉพาะอาหารที่คึกคักไม่แพ้ตามเมืองใหญ่เลยทีเดียว

สำหรับการเดินทาง เริ่มต้นจากตัวเมืองกาญจนบุรี ใช้ถนนสายกาญจนบุรี-สังขละบุรี ประมาณ 220 กิโลเมตร ถึงทางแยกด่านเจดีย์สามองค์ ขับตรงไปอีก 6 ก.ม.ถึงตัว อ.สังขละบุรี เส้นทางตั้งแต่ทองผาภูมิถึงสังขละบุรีจะขึ้นเขาสูงชันคดเคี้ยว ต้องระมัดระวังการขับขี่ และตรวจสอบสภาพรถให้พร้อม

ส่วนที่พักมีหลายรูปแบบให้เลือก เช่น สามประสบ รีสอร์ท โทร. 0-3459-5050 พรไพลินริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท โทร. 0-3459-5355, 0-3459-5322 พี.เกสท์เฮ้าส์ แอนด์ คันทรี รีสอร์ท โทร. 0-3459-5061, 0-3459-5139สามประสบ รีสอร์ท โทร. 0-3459-5050 พรไพลินริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท โทร. 0-3459-5355, 0-3459-5322 พี.เกสท์เฮ้าส์ แอนด์ คันทรี รีสอร์ท โทร. 0-3459-5061, 0-3459-5139 ดอนคำ รีสอร์ท ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำซองกาเลีย โทร. 08-1935-5932, 08-6323-1778 เบอร์มิส อินน์ โทร. 0-3459-5556 ซองกาเลีย รีสอร์ท โทร. 0-3459-5023-4, 08-9927-5430, 08-6307-2736, 08-1834-5660

แพผาผึ้ง ทะเลสาบเขาแหลม โทร. 0-2967-8181-4, 08-1944-0898, 08-1848-4469 สังขละ การ์เด้นโฮม โทร. 0-3459-5007, 0-3459-5129, 0-3459-5229 แพสมบูรณ์ โทร. 0-3459-5396 แพมิตรสัมพันธ์ โทร. 0-3459-5261, 0-1812-7360 ปอยหลวง รีสอร์ท โทร. 0-3459-5068, 0-3459-5207 พนธ์นที รีสอร์ท โทร. 0-3459-5134, 0-3459-5269 เจดีย์ เจมส์รีสอร์ท โทร. 0-3459-5337, 0-1816-6889, 0-1215-5847

ภาพ/ข่าว : นสพ.ข่าวสด

ข้อมูลข่าวสด http://www.khaosod.co.th
โดยคุณ : ข่าวสด - [ 2 พ.ย. 2008 , 16:01:17 น. ]

ขอเชิญร่วมเสนอแนะความคิดเห็นครับ
      จาก :
email :
      icq :
รายละเอียด



กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียวครับ....