ศาลจำคุก"กำนันเซียะ5ปี-เขมพร4ปี" ฮั้วประมูลเตรียมยึดทรัพย์30ล.
ศาลจำคุก"กำนันเซียะ5ปี-เขมพร4ปี" ฮั้วประมูลเตรียมยึดทรัพย์30ล.


คุก5ปี - "กำนันเซียะ"ประชา โพธิพิพิธ สีหน้าเคร่งเครียดหลังศาลสั่งจำคุก 5 ปี คดีข่มขู่ฮั้วประมูลงานสร้างอ่างเก็บน้ำ ส่วนนางเขมพร เมียและลูกน้องคนสนิทอีก 2 คนโดนคนละ 4 ปี ก่อนทั้งหมดจะยื่นประกันตัวไป เมื่อ 20 ต.ค.


ศาลอาญาสั่งจำคุก "กำนันเซียะ" 5 ปี คดีข่มขู่ฮั้วประมูลงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำวังยาว จ.เพชรบุรี ส่วน"เขมพร"เมียกับพวกอีก 2 คน โดนคนละ 4 ปี ฐานเป็นอั้งยี่ การที่จำเลยอ้างว่าโดนกลั่นแกล้งทางการเมืองนั้นฟังไม่ขึ้น ประกอบกับพยานหลักฐานชัดเจน ทั้งวิดีโอ-บัญชีเงินฝากธนาคารเงินตรงกับที่รับค่าฮั้ว ต่อมาญาติได้ยื่นโฉนดที่ดินที่อ.โทรโยค มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท ประกันตัวออกมา ล่าสุดอาจโดนอายัดทรัพย์สินอีกกว่า 30 ล้านบาท

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 20 ต.ค. ที่ห้องพิจารณาคดี 801 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลมีคำพิพากษาคดีฮั้วประมูลที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายประชา โพธิพิพิธ หรือ กำนันเซียะ อายุ 62 ปี อดีต ส.ส.กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ นางเขมพร ต่างใจเย็น อายุ 42 ปี ภรรยากำนันเซียะ น.ส.วรรณา ล้อไพบูลย์ อายุ 45 ปี เลขานุการนางเขมพร และนายถวิล สวัสดี อายุ 48 ปี หนึ่งในสมาชิกกลุ่มของนายสมชาย จิตตหฤษฎ์ หรือ เลขาจุก ซึ่งเป็นเลขานุการส่วนตัวกำนันเซียะ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ กรรโชกทรัพย์ หน่วงเหนี่ยวกักขังและพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 ตามฟ้องโจทก์ที่ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.46 สรุปว่า

ระหว่างเดือนใดไม่ปรากฏชัดพ.ศ.2542-17 พ.ค.44 ต่อเนื่องกัน พวกจำเลยร่วมกันเป็นสมาชิกชื่อ"กลุ่มกำนันเซียะ-เขมพร"หรือกลุ่มบ้านใหญ่ที่มีจำเลยที่ 1-2 เป็นหัวหน้า และจำเลยที่ 3-4 เป็นผู้จัดการของผู้รับเหมาก่อสร้างใน จ.กาญจนบุรี โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้สมาชิกด้วยกันเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานรัฐ โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมด้วยการกีดกัน ขัดขวางผู้อื่นไม่ให้เข้าแข่งขันเพื่อเสนอสินค้าหรือบริการให้กับรัฐ โดยพวกจำเลยใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญให้ผู้อื่นที่ร่วมแข่งขันเกิดความรู้สึกกลัวว่าจะได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้เข้ามาเป็นที่ปรึกษากลุ่มยูโรกาญจน์ ที่มีผู้รับเหมาก่อสร้างในจ.กาญจนบุรี รวมตัวกันด้วย

กระทั่งเมื่อต้นเดือนพ.ค.-17พ.ค.44 พวกจำเลยได้เข้าร่วมประชุมนัดแนะกำหนดแผนการ จัดสรรแบ่งงานผลประโยชน์แก่สมาชิกในการเข้าร่วมโครงการประมูลงานก่อสร้างถนนลาดยาง ถนนคอนกรีต การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำของจ.กาญจนบุรีและจ.เพชรบุรี โดยเมื่อวันที่ 17 พ.ค.44 จำเลยที่ 4 นายสมศักดิ์ ศรีสุข และนายสมชาย จิตตหฤษฎ์ กับพวกอีกหลายคน ซึ่งเป็นจำเลยที่ศาลอาญาพิพากษาลงโทษไปแล้วเมื่อปี 2546 ได้ร่วมกันขัดขวางไม่ให้บริษัทวัสดุเซนเตอร์ จำกัด เข้าเสนอราคา โดยปิดล้อมและกักตัวนายเดชา มาศวรรณา ตัวแทนบริษัทวัสดุเซนเตอร์ไว้ พร้อมเสนอให้รับเงิน 10,000 บาท เพื่อไม่ให้เข้าร่วมการเสนอราคา แต่นายเดชาไม่ยินยอม นายสมศักดิ์กับพวกได้ร่วมกันขู่เข็ญพร้อมกับใช้กำลังประทุษร้าย บิดแขนและตบหน้านายเดชา ซึ่งจำเลยที่ 1-2 เป็นหัวหน้าคณะบุคคล ส่วนจำเลยที่ 3-4 เป็นผู้จัดการคณะบุคลดังกล่าว เหตุเกิดที่ต.คำคร้ำเอน อ.ท่ามะกา และ ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โดยพวกจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พร้อมให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความ และพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายนำสืบหักล้างแล้วเห็นว่าโจทก์มีตัวแทนบริษัทผู้เสียหาย, พล.ต.ต.สมบูรณ์ ฮวบบางยาง,พ.ต.อ.ประวุธ วงศ์ศรีนิล และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ซึ่งเป็นชุดจับกุมและสืบสวนสอบสวนการฮั้วประมูล จ.กาญจนบุรี ซึ่งจับกุมนายสมศักดิ์ ศรีสุข กับพวก ผู้รับเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นสมาชิก กลุ่มยูโรกาญจน์ และข้าราชการทหารจาก จ.ราชบุรี ที่รับค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 ครั้งละ 2,000 บาท เพื่อร่วมกับนายสมศักดิ์กับพวก ขัดขวางและกีดกันไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมยื่นซองประกวดราคา เบิกความสอดคล้องต้องกันในรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีการดำเนินงานของกลุ่มสมาชิกยูโรกาญจน์ว่าเป็นการรวมตัวกับกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างจำนวน 16 ราย ในจ.กาญจนุบรี ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นที่ปรึกษา พยานโจทก์ แต่ละปากต่างเบิกความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่แต่ละคนได้พบเห็นมา อย่างสอดรับกับข้อเท็จจริงว่า ก่อนเข้าประมูลงานแต่ละครั้งกลุ่มสมาชิกจะเข้าประชุมที่บ้านพักของจำเลยที่ 1 เลขที่ 281 ต.ตะคร้ำเอน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นประธานในที่ประชุม แต่ถ้าที่ประชุมมีข้อถกเกียง หาข้อยุติไม่ได้ จำเลยที่ 1 จะเข้ามาเป็นผู้ชี้ขาด ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นเลขานุการทั้งเรียกสมาชิกเข้าประชุม พร้อมเรียกรับค่าตอบแทนจากสมาชิก ส่วนจำเลที่ 4 และ นายสมศักดิ์ เคยเข้าร่วมประชุมของกลุ่มในครั้งแรกเพื่อชี้แจงขั้นตอนและวิธีฮั้วประมูล ให้สมาชิกทราบ โดยการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 จะได้รับค่าตอบแทนจากสมาชิกร้อยละ 10 ของมูลค่าการยื่นซองประกวดราคา และต่อมาจำเลยที่ 1-2 ขอเปลี่ยนแปลงค่าตอบแทนเพิ่มเป็นร้อยละ 12

ศาลเห็นว่าพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการวางแผนจับกุมอย่างเป็นขั้นตอน โดยคดีนี้มีผู้เสียหายและบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ยากจะปั้นแต่งเรื่องให้พยานโจทก์แต่ละปากเบิกความได้ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทั้งในเรื่องของเวลา และสถานที่ นอกจากนี้จุดเริ่มของคดีเกิดจากผู้เสียหายเข้าร้องเรียนต่อป.ป.. ที่เป็นหน่วยงานไม่ได้อยู่ภายใต้กำกับของหน่วยงานราชการใด หากคดีไม่มีมูล ป.ป.ช.คงไม่ประสานความร่วมมือกับตำรวจเพื่อวางแผนจับกุมพวกจำเลย ดังนั้นพยานโจทก์จึงปราศจากข้อพิรุธสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งพวกจำเลยเพื่อให้รับโทษ ทั้งโจทก์ยังมีพยานวัตถุ เป็นเทปบันทึกเสียงระหว่างการประชุม และบัญชีเงินฝากธนาคารที่ระบุตัวเลขตรงกับค่าตอบแทนที่ให้จำเลยที่ 1-2 ซึ่งพบที่บ้านพักของกลุ่มสมาชิกยูโรกาญจน์ รวมทั้งเทปบันทึกภาพจากกล้องวิดีโอ ขนาดเล็กที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ บันทึกไว้เมื่อวันที่ 17 พ.ค.44 พยานหลักฐานจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งหมดกระทำความผิดตามฟ้องจริง

ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้คดีว่า เป็นเจ้าของบ้านพักตามที่โจทก์นำสืบจริง แต่ไม่เคยรู้จักกับนายสมศักดิ์ กับพวก ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มยูโรกาญจน์ และที่ถูกดำเนินคดีเพราะถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง ส่วนจำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าไม่รู้จักและไม่เคยเกี่ยวข้องกับกลุ่มยูโรกาญจน์ จำเลยที่ 2 เคยใช้บ้านพักของจำเลยที่ 1 เป็นสำนักงานจำหน่ายไข่ไก่ ขณะที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าเป็นผู้ช่วยของจำเลยที่ 2 ในการทำบัญชีธุรกิจขายไข่ไก่เท่านั้นไม่เคยรู้จักกับกลุ่มยูโรกาญจน์ มาก่อน

ด้านจำเลยที่ 4 อ้างว่าเป็นตัวแทนของ หจก.ยโสธร ไม่เคยรู้จักและเกี่ยวข้องกับกลุ่มยูโรกาญจน์มาก่อนเช่นกัน ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้

พิพากษาว่า จำเลยทั้ง 4 กระทำผิดจริงตามฟ้อง เป็นความผิดกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุด จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 5 ปี ฐานเป็นหัวหน้าหรือผู้มีตำแหน่งในอั้งยี่ ซึ่งเป็นคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตราที่ 20 วรรค 2 สำหรับจำเลยที่ 2-4 ให้จำคุกคนละ 4 ปี ฐานเป็นอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 วรรค1 และมาตรา 213

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากคดีอาญาดังกล่าวแล้วอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 3(ฟอกเงิน) ยังเป็นโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ขอให้มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของกำนันเซียะ และนางเขมพรภรรยา มูลค่า 30 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดินด้วย เนื่องจาก ปปง.ตรวจพบว่าเป็นทรัพย์สินที่มาจากการกระทำความผิดมูลฐานที่ร่วมกันกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 (ฮั้วประมูล) ในการประมูลงานก่อสร้างที่ จ.กาญจนบุรี ที่ทั้งสองเป็นจำเลย ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

ต่อมาญาติกำนันเซียะ และนางเขมพร ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นนส.3ก. ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี เนื้อที่ 64 ไร่ ราคาประเมิน 4,391,400 บาท เพื่อขอประกันตัว ส่วนจำเลยที่ 3-4 ได้นำโฉนดที่ดิน 11 แปลง ต.หนองประดู่ อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี เนื้อที่ 84 ไร่ 2 งานเศษ ราคาประเมิน 3,882,720 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 8 ล้านบาทเศษ

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี เนื่องจากระหว่างพิจารณาคดีเดินทางมาศาลตามที่นัดไว้ เห็นควรอนุญาตให้จำเลยที่ 1-4 ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ระหวางอุทธรณ์คดี โดยตีราคาประกันคนละ 2 ล้านบาท


ข้อมูลข่าวสด http://www.khaosod.co.th
โดยคุณ : ข่าวสด - [ 21 ต.ค. 2005 , 13:43:03 น. ]

ตอบ
เป็นข่าวดีที่สุดในรอบปีเลย จริงๆ
โดยคุณ : นอ - [ 21 ต.ค. 2005 , 19:10:45 น.]

ขอเชิญร่วมเสนอแนะความคิดเห็นครับ
      จาก :
email :
      icq :
รายละเอียด



กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียวครับ....